หน้าแรก ประวัติของวัด กิจกรรมของวัด ระบบสืบค้นพระวรสาร ติดต่อเรา เกี่ยวกับเรา ENGLISH ITALIANO
บทความ
Main Menu
 
 

สิ่งที่น่ารู้เกี่ยวกับพระคัมภีร์

 
  สิ่งที่น่ารู้เกี่ยวกับพระคัมภีร์

จำนวนผู้เยี่ยมชม : 1626 คน
 
 

สิ่งน่ารู้เกี่ยวกับพระคัมภีร์

“พระบัญญัติไม่ได้อยู่บนสวรรค์...หรือโพ้นทะเล... แต่อยู่ในปากและใจของท่าน ฉะนั้น ท่านจึงสามารถปฏิบัติตามได้” (ฉธบ.30,11-14)
ข้าพเจ้าขอนำเสนอวิธีการง่ายๆ เพื่อช่วยให้รู้จักพระเจ้าและสนุกกับการใช้พระคัมภีร์ อีกทั้งยังเป็นการเพิ่มพูนความเชื่อและความรักต่อพระเจ้า (Catechismo of the Catholic Church «CCC.»คำสอนพระศาสจักรคาทอลิก ข้อ 129, 131-133)
คำสอนพระศาสนจักรคาทอลิกข้อที่ 101-141 กล่าวถึงพระคัมภีร์ภาคพันธสัญญาเดิมได้ให้ภาพความรักของพระเจ้าเปรียบเหมือนความรักของสามีและภรรยา ( พซม. 1-8 อสค. 16,1-3 ; อสย. 50,1 ; 54,1-10 ; 61,10 ; 62,4) และพระเจ้าทรงแสดงความรักของพระองค์ผ่านทางสิ่งสร้างของพระองค์ การเผยแสดงและความรอดพ้นของมนุษยชาติด้วยการอยู่เคียงข้างและปกป้องคนยากจน แม่ม่าย และเด็กกำพร้า (บสร. 35, 13-18) ส่วนในภาคพันธสัญญาใหม่ได้ให้ภาพความรักของพระเจ้าที่มองเห็นและสัมผัสได้ (1ยน. 1,1-4 ; 2ปต. 1,16) ผ่านทางพระเยซูเจ้าและศีลมหาสนิทที่พระองค์ทรงตั้งขึ้น ซึ่งเป็นหัวใจหรือแก่นของชีวิตคริสตชน (CCC. 1324, 1407) และเป็นศีลศักดิ์สิทธิ์แห่งศีลศักดิ์สิทธิ์ทั้งหลาย (CCC. 1211)
วิธีการรำพึงพระวาจาด้วยพระคัมภีร์ (Lectio Divina) ช่วยให้เราเข้าใจพระวาจาของพระเจ้าเปรียบเสมือนกับค้อน (ยรม. 23, 29) ไฟ (ยรม.5,14; 20, 9) ฝน (อสย. 55, 10-11 และอาหาร (อมส. 8,11) พระคัมภีร์ไม่ใช่หนังสือเชิงประวัติศาสตร์หรือวิทยาศาสตร์ ดังนั้น ถ้าหากเราอยากจะเข้าใจความหมายที่แท้จริงฝ่ายจิตของพระคัมภีร์ เราต้องวิงวอนขอความช่วยเหลือจากองค์พระจิตเจ้า จากพระศาสนจักรและผู้มีความรู้ (ดู 2 ปต. 1,20 )
วิธีการหนึ่งง่ายๆ ที่ช่วยให้เราเข้าใจพระคัมภีร์ได้ดีขึ้น คือ การอธิบายพระคัมภีร์ด้วยรูปภาพ ซึ่งสามารถช่วยให้เข้าใจพระคัมภีร์ได้อย่างถูกต้อง และมองเห็นคำสอนของพระเป็นเจ้าอย่างเป็นรูปธรรม (2 ทธ. 3, 14-17; 4,1-2) และเพื่อช่วยให้เราจดจำพระคัมภีร์ได้ดียิ่งขึ้น จึงต้องอาศัยการระบายสีลงในแต่ละภาพ แม้พระเป็นเจ้าเป็นผู้สร้างมนุษย์ พระองค์ก็ไม่สามารถช่วยมนุษย์ให้รอดพ้นได้ ถ้าปราศจากการร่วมมือของเรามนุษย์กับพระองค์ (ดู CCC. 1847) มีหลายวิธีการที่จะเรียนรู้คำสอนของพระเป็นเจ้า ดังนั้น ผู้สอนหรือครูคำสอนจะต้องหาวิธีการที่ดีที่สุดสำหรับผู้เรียน การอธิบายพระคัมภีร์ด้วยรูปภาพ เป็นเครื่องมือหนึ่งที่เหมาะสมสำหรับการรำพึงพระวาจาทั้งแบบส่วนตัวและแบบกลุ่ม
เราไม่ควรเร่งรีบหรืออ่านพระคัมภีร์เพื่อความอยากรู้ แต่ควรรำพึงพระคัมภีร์ในตอนนั้นอย่างช้าๆ หลายๆ ครั้ง และค่อยๆ ทำความเข้าใจ (อสค. 3,1-3; วว. 10, 8-11) จนกระทั่งพระวาจาของพระเจ้า กลายเป็นแสงสว่างส่องทางการดำเนินชีวิต เราไม่ควรนำเอาเรื่องราวเทพนิยายต่างๆ เข้ามาปะปนกับคำสอนของพระคัมภีร์ แต่ควรแสวงหาความจริงจากผู้เขียนพระคัมภีร์ ซึ่งพระเป็นเจ้าทรงต้องการเผยแสดงให้เรามนุษย์ทุกคนได้ทราบ (CCC. 109)
การอธิบายพระคัมภีร์ควรใช้คำง่ายๆ แต่ถูกต้องตามหลักเทววิทยา และข้อความเชื่อ ด้วยวิธีการดังกล่าว เราจึงเลือกเฉพาะบุคคลและเรื่องราวที่สำคัญในพระคัมภีร์ เพื่อเป็นบันไดนำเราไปหาพระเยซูเจ้า ผู้ซึ่งเป็นศูนย์กลางของประวัติศาสตร์แห่งความรอดพ้นของมนุษยชาติ (สภษ. 8,22-31) ; คส. 1, 15-20 ; CCC. 112 ; 515; 846-849) พระเยซูเจ้าทรงทำให้ความรักที่ไร้ขอบเขตของพระตรีเอกภาพเห็นอย่างเด่นชัด (ยน. 1,1-18) พระเป็นเจ้ายังทรงเขียนพระคัมภีร์อยู่ตลอดเวลา ผ่านทางพระศาสนจักร ศีลศักดิ์สิทธิ์ (CCC. 774-6 ; 780 ; 849) และในชีวิตประจำวันของเรา ดังนั้น เราแต่ละคนต้องเป็นเหมือนกับรัศมีแห่งความรักของพระในสังคมของเรา
ข้าพเจ้าเคยใช้วิธีการอธิบายพระคัมภีร์ด้วยรูปภาพมาแล้วกับเด็กๆ และผู้ใหญ่ ในโอกาสการเข้าเงียบและการรำพึงพระวาจา (Lectico Divina) สิ่งสำคัญที่สุด คือ การปรับวิธีการสอนของเราให้เหมาะสมกับอายุของผู้เรียน
รูปภาพของเรื่องราวต่างๆในพระคัมภีร์ เป็นเพียงเครื่องมือบอกคร่าวๆ เกี่ยวกับความรู้ด้านศีลศักดิ์สิทธิ์ต่างๆ และเพิ่มพูนความเชื่อของเราให้ลึกซึ้งยิ่งขึ้น เพื่อเป็นหนึ่งเดียวกันกับพระเยซูเจ้าในปัจจุบันนี้ และมีความสุขกับชีวิตนิรันดรร่วมกับพระองค์ในอนาคต
1. แผ่นดินของพระเยซูเจ้า
 
 
1. ประชากรทั่วโลกมีประมาณหกพันล้านคน แต่มีเพียงหนึ่งพันล้านคนเป็นคาทอลิก
2. พระเป็นเจ้าทรงรักมนุษย์มาก ดังนั้น พระองค์จึงทรงลงมารับสภาพมนุษย์เพื่อไถ่บาปของเรา
3. พระเป็นเจ้าลงมาในโลก มีชื่อว่า “เยซู” เกิดที่หมู่บ้านเล็กๆ แห่งหนึ่ง ชื่อ เบธเลแฮม ในประเทศที่มีหลายชื่อ เช่น คานาอัน ปาเลสไตน์ อิสราแอล แผ่นดินชาวฮิบรูหรือยูดาห์ แผ่นดินศักดิ์สิทธิ์ แผ่นดินแห่งพันธสัญญา หรือ แผ่นดินของพระเยซูเจ้า
4. ศาสนาใหญ่ๆ ในโลกประกอบไปด้วย ศาสนาคริสต์ ศาสนาอิสลาม ศาสนาฮินดู ลัทธิขงจื้อ ศาสนาพุทธ และฮิบรู ศาสนาเหล่านี้ล้วนมีจุดกำเนิดมาจากทวีปเอเชียทั้งสิ้น
5. หลังจากพระเยซูเจ้าสิ้นพระชนม์ สานุศิษย์ของพระองค์ได้เดินทางจากปาเลสไตน์ไปยังกรุงโรม อิตาลี เพราะเป็นเมืองหลวงของอาณาจักรที่ยิ่งใหญ่ที่สุดในสมัยนั้น โดยมีภาษาลาตินเป็นภาษาทางการ
6. พระสันตะปาปาทรงเป็นประมุขของรัฐวาติกัน ซึ่งตั้งอยู่ที่กรุงโรม พระสันตะปาปาประจำอยู่ที่วาติกันเมื่อ ค.ศ. 1377 รัฐวาติกันได้รับการสถาปนาเป็นประเทศเมื่อ วันที่ 11 กุมภาพันธ์ ค.ศ. 1929 แม้จะเป็นประเทศเล็กๆ แต่ก็เป็นศูนย์กลางของศาสนาคริสต์นิกายโรมันคาทอลิก
7. ตั้งแต่เริ่มมีพระสันตะปาปาจนกระทั่งปัจจุบันนี้ มีพระสันตะปาปาทั้งหมด 265 องค์ พระสันตะปาปาได้รับเลือกจากพระคาร์ดินัล 120 องค์ ตั้งแต่ปี ค.ศ. 1059 และพระคาร์ดินัลได้รับเลือกจากพระสันตะปาปา ซึ่งมาจากพระสังฆราชทั้งหมดทั่วโลก ประมาณ 5000 องค์
8. พระสันตะปาปาทรงเป็นพระสังฆราชแห่งกรุงโรม A) เป็นผู้แทนของพระเยซูเจ้า B) เป็นประมุของศาสนจักรคาทอลิก C) เป็นประมุขแห่งวาติกัน
9. ให้อ่านพระวาจาตอนต่อไปนี้ (มธ. 1-5 ; 16: 13-20 ; 26-28 ; มก.1-6 ; 14-16 ; ลก. 1-6 ; ยน. 1-7 ; ศฟย. 3, 14-18 ; มคา 5: 1-4 ; ดนล. 2: 31-45; 9: 1-27
2. พระเจ้าทรงเคาะเรียกประตูหัวใจของเรามนุษย์
 
 
1. พระเจ้ากำลังเคาะเรียกประตูหัวใจของเรา แต่พระองค์ก็ทรงเคารพเสรีภาพของมนุษย์เช่นกัน (วว. 3: 14-22) จงขอ จงแสวงหา จงเคาะ แล้วหัวใจของพระเจ้าก็จะทรงเปิดออกให้กับเรา (มธ. 7: 7-11)
2. บางคนเปิดหัวใจหาพระเจ้า แต่บางคนก็ปฏิเสธพระองค์ (มธ. 9:9-13 ; 21, 28-45 ; 23: 1-32 ; 25: 1-13. ซักเคียส ลก. 19: 1-10 ; 13: 22-30. นิโคเดมัสและหญิงชาวสะมาเรีย ยน. 3:-4 ; 14 :15-31 โยบ 3: 1-10. อพย. 32: 7-14. หญิงม่ายชาวศาเรฟัท 1พกษ. 17: 1-24. ประชาชนชาวนินะเวห์ โยบ 3: 1-10. กจ. 10: 1-48 ; 16: 25-35. ฮบ. 3: 7-14.
3. ถ้าเรามีความเชื่อในพระองค์ พระเยซูเจ้าจะทรงเปลี่ยนแปลงเรา เหมือนกับที่ทรงกระทำกับซักเคียส มัทธิว คนบาปและคนเจ็บป่วย มธ.13: 1-23; 25; 1-13; มก.5: 21-43; 6: 1-6.
4. ถ้าเราต้องการได้ยินเสียงของพระองค์ เราต้องปิดทุกสิ่งทุกอย่างที่เป็นอุปสรรคต่อการได้ยินเสียงของพระองค์ ไม่ว่าจะเป็น วิทยุ โทรทัศน์ วัว หมู การแต่งงาน บาป และอื่นๆ ลก. 14: 15-24; 19: 35-48; มก. 5: 1-20; ฉธบ.30: 1-20; รม.1:16-25; 10: 14-21.
5. พระเจ้าทรงรู้จักเรามนุษย์ตั้งแต่นิรันดรภาพ อสย. 49:16; ยรม. 1:15. พระองค์สามารถช่วยเราได้เสมอ ยน. 14:15-31.
6. บาปทุกชนิดเปรียบเหมือนกับโสเภณี ยรม. 3: 6-18. สภษ. 5: 1-23 ลก. 23: 39-43 ศฟย. 1-8.
7. เรื่องชาวสะมาเรียผู้ใจดีสอนเราให้รักพระและรักศัตรู ลก. 10: 25-37.
8. ครอบครัว หมู่คณะและพระศาสนจักรไม่ใช่เป็นโรงแรม แต่เป็นสถานที่เรารู้จักกันและช่วยเหลือเกื้อกูลซึ่งกันและกัน ในหมู่คณะเราสามารถพบพระเยซูเจ้าได้ เหมือนกับสานุศิษย์แห่งเอ็มมาอูส ลก. 24: 13-35.
9. บ่อยครั้งเราอยู่ร่วมกัน ในครอบครัวเดียวกัน แต่ปราศจากความรักและทำร้ายซึ่งกันและกัน เหมือนกับคาอินกินกับอาเบล ปฐม. 4: 1-16. พี่ชายทั้งหลายของโยเซฟ ปฐม. 44: 1-34.
10. ถ้าเราต้องการให้พระเจ้าเสด็จเข้ามาในบ้าน (หัวใจ) ของเรา เราต้องกลับใจและให้อภัย เหมือนกับพระเยซูเจ้าทรงกระทำบนไม้กางเขน ลก. 23: 26-43 และดาวิดกับซาอูล 1ซมอ. 26: 2-35.
3. มโนธรรม
1. การวิงวอนขอวิธีการที่ดี ยรม. 6: 16-21 ทุกๆ คนต้องเชื่อฟังสิ่งที่พระองค์ทรงตรัสกับเราผ่านมโนธรรม อพย. 20: 2-14; สดด. 1: 1-6; ฉธบ. 11: 1-32; มธ. 7: 13-29; CCC. 1776-1876.
2. ประกาศกปลอมพยายามนำเราออกจากหนทางที่ถูกต้อง มก. 13: 1-22; มธ. 23: 1-12. พระเยซูเจ้าทรงเป็นหนทาง ความจริงและชีวิต ยน. 14: 1-30.
3. ในพันธสัญญาเดิมมีพระบัญญัติมากกว่า 600 ข้อ ในศาสนาพุทธมีศีล 250 ข้อ โมเสสมี 10 ข้อ แต่สำหรับพระเยซูเจ้ามีเพียงข้อเดียว คือ “รัก” ยน. 13: 1-35; 15: 1-27 กฎแห่งรักนี้มีอยู่ในหัวใจของมนุษย์ทุกคน ซึ่งช่วยให้เราเลือกทำดีหนีชั่ว ดังนั้น จำเป็นที่เราทุกคนต้องสร้างมโนธรรมที่ถูกต้อง สภษ. 4: 10-27; 5: 32-33; 16: 1-39; ยรม. 31: 31-36. CCC. 1783-85; 1803-1845.
4. บาปทุกชนิดนำเราให้ออกจากหนทางที่ถูกต้อง ดังนั้น เราต้องสำนึกเป็นทุกข์ถึงบาปของเราเสมอ 2ซมอ. 11: 1-27.
5. บาปต่างๆที่เราแต่ละคนได้กระทำ CCC. 1857. เปรียบเหมือนกับไฟและยาพิษ ที่เผาผลาญและทำลายชีวิตของเราแต่ละคน ดังนั้น เราแต่ละคนที่ทำผิด ต้องรับผิดชอบในสิ่งที่กระทำไป อพย. 34:1-9; อสค. 3: 16-19; 9: 1-14; 12: 44-50; มธ. 25: 31-46; บสร.16: 13-15; ยรม. 17: 5-10; คส. 6: 7-10; วว. 20: 11-15; CCC. 679; 1021-22.
6. เราสามารถสร้างมโนธรรมของเราด้วยคำสอนของพระคัมภีร์และพระศาสนจักร มคา. 6: 1-16.
7. สิ่งอื่นๆ ไม่ว่าจะเป็นกฎหมาย อาจนำเราไปในทางผิดได้ เช่น การทำแท้ง การุณยฆาต (ฆ่า เพราะความสงสาร) หรือ การหย่าร้าง เป็นต้น ดังนั้น สิ่งสำคัญที่สุดก็คือ การเชื่อฟังพระเจ้า เพราะพระองค์คือ ความจริงเที่ยงแท้ หนึ่งเดียว สากล และตลอดกาล ลก. 15: 11-32; 16: 19-32; อสค. 33:17-20; ยน. 4: 1-11.
8. บุคคลที่กระทำตามมโนธรรมที่ถูกต้อง (คือ ฟังเสียงของพระ) ย่อมมีเสรีภาพที่แท้จริง ทธ.3: 1-7; ฟม. 7-20; CCC. 160; 1730-2109.
9. หลังจากความตายแล้ว เรามนุษย์ไม่สามารถเปลี่ยนแปลงตัวเองได้ ฉะนั้น ชีวิตนิรันดรขึ้นอยู่กับการกระทำของเราเมื่อยังมีชีวิตอยู่
 4. ประวัติศาสตร์แห่งความรอดพ้น
 
 
  1. พระเจ้าทรงเลือกสรรเราในพระคริสตเจ้าแล้วตั้งแต่ก่อนการเนรมิตสร้างโลก เพื่อให้เราศักดิ์สิทธิ์และปราศจากมลทินเฉพาะพระพักตร์ของพระองค์ด้วยความรัก... ขอให้พระเจ้าทรงมีพระสิริตลอดไปเป็นนิตย์ (อฟ.1: 1-4)
  2. ชื่อของเราได้รับการจารึกไว้โดยพระหัตถ์ของพระองค์ อพย. 33: 12-17; อสย. 45: 3-5; 49: 1-6; สดด. 138: 1-24; กจ. 13: 13-25.
  3. ในภาพที่สี่ เราจะพบรายชื่อของบุคคลที่สำคัญในประวัติศาสตร์แห่งความรอดพ้น เราแต่ละคน เราแต่ละคนเปรียบเหมือนกับก้อนอิฐเล็ก หรือ เป็นเสียงหนึ่งในกลุ่มนักร้องประสานเสียง หรือ เป็นเครื่องมือหนึ่งที่ช่วยให้โลกมีความกลมกลืน ดังนั้น เราต้องตัดสินใจเลือกบทบาทหน้าที่ของเราอย่างดี และถ้าหากเราไม่ร่วมมือกับพระองค์ พระองค์ก็จะทรงหาบุคคลอื่นทำแทนเรา เพื่อทำให้แผนการแห่งความรอดพ้นสำเร็จไป
  4. พระเจ้าประทานพระพรพิเศษและกระแสเรียกให้กับเราแต่ละคนแตกต่างกัน ซึ่งทำให้เราแต่ละคนมีชีวิตที่ศักดิ์สิทธิ์ ถ้าหากเราร่วมมือกับพระองค์ (สดด. 8: 1-10; 1คร. 12: 1-31; 13: 1-13; รม.12: 1-21; คส. 3: 17-26; CCC. 811; 830; 870.
  5. พระเจ้าทรงรักเรา จึงได้ประทานพระเยซูเจ้าให้กับเรา และพระเยซูเจ้าทรงสิ้นพระชนม์บนไม้กางเขน เพื่อไถ่บาปของเรา ฉะนั้น ถ้าไม่มีพระเยซูเจ้า ก็ไม่มีความรอดพ้น พระเยซูเจ้าทรงเป็นศิลาหัวมุม พระองค์ไถ่บาปบาปของเราด้วยธรรมล้ำลึกแห่งปัสกา (ทรมาน สิ้นพระชนม์ และกลับคืนชีพ) พระศาสนจักร พิธีกรรม และศีลศักดิ์สิทธิ์ (คส. 1: 3-20; CCC. 134; 760; 836; 846; 1211; 1324; 1374; 1847-8; 1066-1419; 1071; 1144; 1348; 2688.
  6. บาปได้แยกเราออกจากพระเจ้า แต่พระเยซูเจ้าทรงพามนุษย์คนบาปกลับไปหาพระเจ้า (ดล. 6: 27-28)
  7. เราแต่ละคนจะรู้ถึงความศักดิ์สิทธิ์ของชีวิต เมื่อวันสุดท้ายของชีวิตมาถึง (บสร. 11: 27-30)
  8. พระคัมภีร์ตอนต่อไปนี้ เป็นการสรุปประวัติศาสตร์แห่งความรอดพ้น (บสร.1: 1-18; 11: 12-28; 43: 13-33; 44-45. ฉธบ. 1; 4; 6-10; 24; 30. ฮบ.1-3; ฟป. 2: 5-18; 2ทธ. 3: 1-14; 4: 1-5.
  9. พระเยซูเจ้าสามารถช่วยเรามนุษย์ได้ เพราะพระองค์ทรงเป็นแสงสว่างส่องโลกและปราศจากบาปใดๆ ทั้งสิ้น (ยน. 8: 1-59) พระองค์ทรงบังเกิด สิ้นพระชนม์ และกลับคืนชีพ เพื่อยืนยันว่า พระองค์ทรงเป็นพระเจ้าแท้และมนุษย์แท้ พระองค์ยังประทับอยู่กับพวกเราเสมอ (ลก. 2: 1-52; มธ. 27-28; ยน. 20-21; กจ. 1: 1-11.)
 
5. พระคัมภีร์
 
 

1.     มีขุมทรัพย์ฝ่ายจิตมากมายในพระคัมภีร์ ดังนั้น เราจำเป็นต้องวิงวอนขอความช่วยเหลือจากองค์พระจิตเจ้าและรำพึงไตร่ตรองอย่างลึกซึ้ง สำหรับการค้นพบความหมายที่ซ่อนอยู่ในพระคัมภีร์ (สภษ. 1: 1-36; 1คร. 2: 6-10; CCC. 43; 131.

              - พระวาจาแต่ละคำเปรียบเหมือนกับเพชรน้ำหนึ่ง (พันธสัญญาเดิม 46 เล่ม
                และพันธสัญญาใหม่
27
เล่ม รวมทั้งหมด 73 เล่ม) เราสามารถเลือกอ่านได้ตามใจชอบ

พระคัมภีร์เปรียบเหมือนกับต้นไม้ ที่มีหลายกิ่งก้านและผล เหมือนกับน้ำพุทรงชีวิต เราสามารถเลือกและดื่มได้ พระคัมภีร์ไม่มีขอบเขต ยิ่งอ่าน ก็ยิ่งเข้าใจมากขึ้น

              - พระคัมภีร์เปรียบเหมือนกับมานนา (อพ. 16: 1-36) ซึ่งสามารถหล่อเลี้ยงชีวิตฝ่ายจิต
                ของเราได้

2.      พันธสัญญาเดิมและใหม่เป็นหนังสือหลายเล่มที่รวมกันเป็นเล่มเดียว (พระคัมภีร์) โดยมีจุดศูนย์กลางอยู่ที่พระเยซูเจ้า (CCC. 134) แต่ละเล่มสนับสนุนเกื้อกูลกันและกัน ไม่มีความขัดแย้งกัน หรือผิดศีลธรรม เพราะแต่ละเล่มได้รับการดลใจให้เขียนมาจากพระเจ้าองค์เดียวกัน พระเยซูเจ้าไม่ได้มาเพื่อทำลาย แต่มาเพื่อทำให้พันธสัญญาเดิมสมบูรณ์ขึ้น (มธ. 5: 1-48)

3.     เริ่มแรกพระคัมภีร์ได้รับถ่ายทอดผ่านทางปากเปล่า และเริ่มมีการบันทึกเป็นหนังสือเมื่อ 2500 ปีที่ผ่านมา ดังนั้น เราไม่ควรอ่านพระคัมภีร์ตามตัวอักษร แต่ควรเข้าใจสิ่งที่พระเจ้าต้องการเผยแสดงให้มนุษย์ได้ทราบ และสิ่งที่ผู้เขียนต้องการสื่อให้ผู้อ่านได้เข้าใจด้วยวิธีการของมนุษย์ (CCC. 109;101-141)

4.     การไม่รู้จักพระคัมภีร์ ก็คือ การไม่รู้จักพระเยซูคริสต์ (CCC. 133) ดังนั้น พระคัมภีร์ต้องเป็นวิญญาณแห่งความศรัทธาและความเชื่อ และเราต้องเคารพพระคัมภีร์เหมือนกับศีลมหาสนิท (CCC. 103; 132)

5.     เราต้องรำพึงไตร่ตรองและรับเอาคำสอนในพระคัมภีร์เข้ามาในชีวิตของเรา (อสค. 3: 1-3; วว. 10: 8-11; นฮม. 8: 1-13; ฉธบ. 6: 1-13. พระคัมภีรต้องได้รับการตีความจากผู้ที่อยู่ในพระฐานานุกรม «สังฆานุกร พระสงฆ์ พระสังฆราช และพระสันตะปาปา» (2ปต. 1:20) พระคัมภีร์มีคุณค่าอนันต์สำหรับการสั่งสอน 2ทธ. 3:16.

 
6. ศาสนาต่างๆ
 
 
 

1.     ศาสนาเป็นเครื่องมือที่พระเจ้าทรงใช้เพื่อช่วยให้มนุษย์กลับมาหาพระเจ้า ไม่ใช่เพราะพระองค์ต้องการมนุษย์ แต่เพราะต้องการประทานคุณลักษณะของพระเจ้าให้แก่มนุษย์ (อสย. 1: 10-20; อสย. 58: 1-14; ยน. 17: 1-26; วว. 3: 14-22.

2.     อาดัม ลูกหลานของท่านและมนุษย์ทั่วโลก ได้นับถือศาสนาบางศาสนา ดังนั้น เราทุกคนต้องแสวงหาศาสนาที่เที่ยงแท้ ที่มาจากพระเจ้า และติดตามศาสนานั้นด้วยมโนธรรมของเราเอง (CCC. 1776, 1782) เพื่อบรรลุถึงชีวิตนิรันดร

3.     หลังจากที่อาดัมได้ทำบาป (คือ ปฏิเสธพระเจ้า) แล้ว เขารู้สึกว่าตัวเองเปลือยเปล่าและหลบหนีไป (ปฐม. 3: 1-13) นรกไม่ใช่สถานที่ แต่เป็นสภาพชีวิตที่ต่อต้านพระเจ้าและตนเอง

4.     ผ่านทางพิธีกรรมของศาสนา ช่วยเราให้กลับไปหาพระเจ้า ไม่ว่าจะเป็นการเผาถวายบูชาสัตว์ อาหาร หรือมิสซา ที่ลอยขึ้นสู่ท้องฟ้าไปหาพระเจ้า ทำให้เรารู้สึกว่า ชีวิตของเรากำลังกลับไปหาพระเจ้า ผู้ซึ่งเรามนุษย์ปฏิเสธพระองค์ด้วยการทำบาป

5.     เราทุกคนมีศาสนา เราไม่สามารถเป็นผู้ที่เชื่อว่าไม่มีพระเจ้าอยู่จริง เมื่อคนใดคนหนึ่งได้ปฏิเสธพระเจ้า เขาก็ต้องแสวงหาสิ่งอื่นทดแทน เช่น รูปเคารพ สัตว์ เรื่องเพศ ยาเสพติด เงิน อำนาจ การเมือง บาป... แทนที่สิ่งเหล่านี้จะทำให้เราสุขใจและมีเสรีภาพ ตรงกันข้ามกลับทำให้เราต้องเป็นทาสของมัน

6.     มีศาสนาเป็นพันๆ ศาสนาในโลกนี้ (มนุษย์ปรัชญา) ได้สอนเกี่ยวกับกฎธรรมชาติ ซึ่งพยายามอธิบายถึงพระเจ้า แต่ก็ไม่ใช่ความจริงแท้

7.     มีศาสนาจริงแท้ที่มาจากพระเจ้า คือ คริสตศาสนาโรมันคาทอลิก ก่อนหน้านี้เราเรียกศาสนานี้ว่า ศาสนาของพระยาเวห์แต่หลังจากพระเยซูเจ้าเสด็จมา จึงเรียก คริสตศาสนา พระยาเวห์และพระเยซูเจ้าก็คือพระเจ้าองค์เดียวกัน ดังนั้น พระเยซูไม่ได้มาเพื่อทำลาย แต่มา เพื่อทำให้สมบูรณ์ (มธ. 5: 17-37)

8.     พระผู้ช่วยให้รอดพ้น มีแต่ผู้เดียว คือ พระเยซูคริสต์ (อพย. 3: 13-15; อสย. 43: 8-13; CCC. 515; 774; 776; 849. พระเยซูคริสต์ทรงช่วยมนุษยชาติทุกคนที่เชื่อในพระองค์ให้รอดพ้น ผ่านทางศาสนาต่างๆ และด้วยวิธีการของพระองค์ (ยน. 1:1-18; อฟ.1:15-23; ฟป. 2: 1-11; CCC. 618; 836; 848; 1257; เสรีภาพและความรับผิดชอบ CCC. 1730-1748; มโนธรรม CCC. 1776-1802)

7. พระเจ้าหนึ่งเดียว ในสามพระบุคคล
 
 

1.     คำว่าพระเจ้า” (มาจากคำว่า Theos หมายถึง แสงสว่าง) สามารถสรุปคุณลักษณะของพระเจ้าได้ดังนี้ คือ ศักดิ์สิทธิ์ นิรันดรภาพ ผู้สร้างและแสงสว่าง เราคือแสงสว่างสองโลก” (ยน. 8: 12-59; 10: 28-42; อพย.14: 20; อสย. 9: 1-6; 58:10; ดนล. 2:22; ปชญ. 17:19; ยน. 1: 1-18; 3: 1-21; 4: 1-42; 8: 12-59; 9: 1-41; 10: 28-42; 12: 20-50; 1ยน. 1: 1-5; 2:8; สดด. 144-150; วว.4: 1-11; 1ยน. 1: 1-7; มธ. 17: 1-8.

2.     พระเจ้าพระตรีเอกภาพ (พระเจ้าหนึ่งเดียวแต่สามพระบุคคล) กล่าวคือ พระผู้สร้าง พระผู้ไถ่ และพระผู้ช่วยให้รอด ไม่มีเกิด ไม่มีตาย แต่เป็นนิรันดรภาพ พระเยซูคริสต์ทรงทำให้พระเจ้าที่มองไม่เห็น (พระยาเวห์) กลับแลเห็นได้ (ยน. 14: 1-31)

3.     พระจิตเจ้าทรงทำให้พระเยซูคริสต์ดำรงอยู่ตลอดกาล และทำให้งานไถ่กู้ของพระองค์มาถึงมนุษย์ทุกคนทุกยุคทุกสมัย พระเยซูเจ้าตรัสแก่อัครสาวกว่าเราจะส่งพระจิตของพระบิดาเจ้าและของเราให้แก่พวกท่านและพระจิตเจ้าจะทรงสอนทุกสิ่งให้กับพวกท่าน” (ยน. 16: 1-26)

4.     พระบิดา พระบุตร และพระจิต เปรียบเหมือนกับ ศีรษะ หัวใจ และกระเพาะอาหาร แต่ละอวัยวะต่างมีบทบาทหน้าที่ต่างกัน ซึ่งต้องพึ่งพาอาศัยกันและกัน แยกจากกันไม่ได้ (CCC. 27-73; 144-324)

5.     พระเป็นเจ้าเปรียบเหมือนกับพ่อแม่ ทรงรู้ถึงความจำเป็นและฟังคำภาวนาของเรา ก่อนที่เราจะวิงวอนขอเสียอีก (มธ. 6: 7-13; 7: 7-11. แต่พระองค์ทรงเรียกร้องความสม่ำเสมอในการภาวนาของเรา สำหรับการประทับอยู่ของพระองค์ในตัวเรา (อฟ. 6: 10-20; CCC. 2834.

6.     พระเจ้าทรงอนุญาตให้เหตุการณ์โศกเศร้าเกิดขึ้น เนื่องมาจากความเคารพในเสรีภาพของมนุษย์ พระองค์ทรงสามารถดึงเอาสิ่งที่ดีออกมาจากสิ่งที่ไม่ดี และสำหรับใครที่ทำชั่ว ก็ไม่สมควรที่จะเกิดมา (มธ. 26: 20-25) แต่สมควรจมน้ำตายที่ทะเล (มธ. 18: 5-11)

7.     นิรันดรภาพ ไม่ใช่การไร้ความจำกัดในเรื่องของเวลาเท่านั้น แต่ยังเกี่ยวข้องกับชีวิตของพระเป็นเจ้าและชีวิตของมนุษย์ที่แสดงออกในหลายรูปแบบ เช่น การสร้างโลก การเผยแสดง การไถ่กู้ การบันดาลความศักดิ์สิทธิ์ ความร่าเริงยินดี ความโศกเศร้า ความเกลียดชังและความรัก ดังนั้น นิรันดรภาพ จึงเป็นช่วงเวลาที่เรากำลังอยู่กับมันเป็นครั้งสุดท้าย ซึ่งไม่มีใครสามารถทำลายสภาพนิรันดรภาพนี้ได้

8.     ความสวยงามและไร้ขอบเขตของจักรวาล บอกเราว่า ต้องมีผู้สร้าง

9.     เราคริสตชนแสดงความเชื่อในพระเจ้าหนึ่งเดียว แต่มีสามพระบุคคล ผ่านทางบทภาวนา บทข้าพเจ้าเชื่อถึงพระเจ้า บทข้าแต่พระบิดา บทพระสิริรุ่งโรจน์ บทแสดงความเชื่อ และการทำสำคัญมหากางเขน

 

8. เทวทูตของพระเจ้า (CCC. 325-354)
 
 
 

1.     คำว่าเทวทูตของพระเจ้าบ่งบอกถึงหน้าที่ ไม่ใช่ธรรมชาติของเทวทูต (CCC. 329) เทวทูตของพระเจ้ามีหน้าที่รับใช้พระเจ้าและมนุษย์ (ฮบ. 1: 5-14).

2.     เทวทูตเป็นสิ่งสร้างหนึ่งของพระเจ้า (คร. 1: 15-17) ดังนั้น เรามนุษย์จึงไม่นมัสการบูชา แต่ต้องแสดงความนบนอบเชื่อฟังเทวทูตของพระเจ้า (CCC. 957; 1159-1162) เทวทูตของพระเจ้าเป็นจิตบริสุทธิ์ ครบครัน อมตะ มีสติปัญญาและเสรีภาพ (CCC. 330) และสามารถทำบาปได้

3.     เทวทูตไม่มีเพศ แต่มักได้รับการนำเสนอภาพในรูปแบบเพศหญิง เพื่อเน้นถึงความศักดิ์สิทธิ์ และที่มีปีก ก็เพื่อแสดงให้เห็นถึงความรวดเร็วในการช่วยเหลือพระเจ้าและมนุษย์

4.     เทวทูตมีจำนวนมากมายเหลือคณานับ (มธ. 26: 47-56; ลก. 2: 1-20; วว. 5: 1-14; ฮบ.12: 18-29) แต่สามารถแบ่งเป็นชั้นต่างๆ 9 ชั้น ดังนี้ คือ 1.ชั้นเทวทูต 2. ชั้นอัครเทวทูต 3. ชั้นเครูบิม 4. ชั้นเซราฟิม 5. ชั้นบัลลังก์ 6. ชั้นนาย 7. ชั้นฤทธิ์.8. ชั้นอำนาจ 9.ชั้นเจ้า (คส. 1: 15-20; 1ปต. 3: 18-22) การแบ่งชั้นของเทวทูต เป็นภาษาของมนุษย์ที่เรียกเทวทูตเหล่านั้น โดยที่ไม่เคยมีประสบการณ์พบเห็นมาก่อน (1คร. 2: 1-16; อฟ. 2: 15-23)

5.     มีเทวทูต 4 องค์ ที่มีพันธกิจพิเศษ คือ มีคาแอล หมายถึง ใครเสมือนเหมือนพระเจ้าราฟาแอล หมายถึง พระเจ้าทรงรักษาคาเบรียล หมายถึงฤทธิ์กำลังของพระเจ้าลูซีแฟร์ หมายถึง แสงสว่าง

6.     เทวทูตของพระเจ้ามีหน้าที่พิเศษ คือ ปกป้องเรามนุษย์จากความชั่วหรือบาป และช่วยให้เราทำความดี (ปฐก. 18: 1-15; วนฉ. 6: 11-24; 13: 1-25; ทบต. 5-12.

7.     เทวทูตมีบทบาทสำคัญในประวัติศาสตร์แห่งความรอดพ้น (วว. 12: 1-18) โดยเฉพาะในการอวตารของพระเจ้า (ลก. 1: 26-38) การกลับคืนพระชนมชีพของพระเยซูเจ้า (มธ. 28: 1-8) คอร์เนลีอัส (กจ. 10: 1-43) เปโตรได้รับการปลดปล่อย (กจ. 12: 1-19) ฯลฯ

8.     บรรดาเทวทูตทั้งหลายช่วยนำเราไปสู่สวรรค์ (มธ. 25: 31-46; ลก. 16: 19-31) ฉะนั้น เราต้องเชื่อฟังและแสดงความศรัทธาด้วยการสวดภาวนาต่อบรรดาเทวทูตของพระเจ้า โดยปกติเราระลึกถึงเทวทูตของพระเจ้าในทุกๆ วันที่ 2 ตุลาคม

 

9. ปีศาจ (CCC. 385-395; 1020-1060; 2110-2141)
 
 

     1.        พระเจ้าทรงสร้างทุกสิ่งทุกอย่างดีหมด (ปฐม. 1: 1-31; CCC. 325-327) แต่มนุษย์และเทวทูตเลือกที่จะทำชั่วหรือบาป บาปหรือความชั่วมาจากปีศาจ (อฟ. 6: 10-20; รม. 5: 12-21; CCC. 309; 385)

     2.        บาป คือ การกระทำโดยสมัครใจและอิสระ ซึ่งขัดต่อศักดิ์ศรีของมนุษย์และพระบัญญัติของพระเจ้า (CCC. 309-324; 1857)

     3.        บาปของเทวทูตไม่สามารถอภัยบาปให้ได้ (CCC. 391; 414) เพราะ ได้ปฏิเสธพระเจ้า ทำให้เทวทูตกลายเป็นปีศาจ (CCC. 391)จึงได้รับคำสาปให้ตกนรกตลอดนิรันดร (CCC. 1020-1060)

     4.        ผี ซาตาน ปีศาจ เป็นสิ่งสร้างที่เป็นจิต แต่ผิดปกติ (1ยน. 3: 3-10) แสดงให้เห็นในหลายรูปแบบ เช่น ความอิจฉา (ปฐม.3: 1-5; ปชญ. 2: 21-24) การกล่าวเท็จ การฆาตกรรรม (ยน. 8: 1-59) มังกร (วว. 12: 1-8) งู (วว. 20: 1-15) ความเย่อยิ่งจองหอง (อสย. 14: 12-15; CCC. 2851-52) บาปแต่ละบาป แสดงถึงปีศาจแต่ละตัวที่พร้อมที่จะเขมือบเรา (1ปต. 5: 5-11) แม้แต่พระเยซูเจ้าพวกมันก็ยังไม่ละเว้นที่จะประจญล่อลวง (มธ. 4: 1-11)

     5.        กองทัพปีศาจ (มก. 5: 1-20) ไม่ได้มีอำนาจไร้ขอบเขต (CCC. 1042-1060) แต่พวกมันก็พยายามทุกวิถีทางประจญล่อลวงมนุษย์ (CCC. 2110-2141) และแม้เรามนุษย์จะพยายามขัดสู้กับพวกปีศาจ แต่พวกมันก็ไม่ยอมลดละความพยายามง่ายๆ (ลก. 11: 14-26; มธ. 8: 28-34; 12: 22-45)

     6.        พระเจ้าทรงปล่อยให้ปีศาจประจญล่อลวงมนุษย์ เพราะพระองค์สามารถได้รับสิ่งดีจากการต่อสู้กับความชั่วหรือบาป (รม. 5: 12-21; 8: 28-34; 12: 22-45) บาปหรือความชั่วของตัวมันเองไม่สามารถเปลี่ยนเป็นความดีได้ (CCC. 321) วิบัติแก่ยูดาห์ (มธ. 26: 20-25; CCC. 312) โปรดปลดปล่อยเราให้พ้นจากความชั่วร้าย (CCC. 2850-54).

     7.        พระเจ้าแห่งความเมตตาได้ทรงช่วยเทวดาและมนุษย์ ผ่านทางธรรมล้ำลึกแห่งปัสกา พระศาสนจักรและศีลศักดิ์สิทธิ์ (CCC. 1994)

     8.        บุคคลที่สิ้นใจโดยไม่สำนึกถึงความผิดหรือบาป จะได้รับการลงโทษ ไม่ใช่จากพระเยซูเจ้า แต่เพราะการกระทำของตนเอง (มธ. 25 : 31-46) และ มโนธรรมของเขาเอง (อสค. 3: 16-21; 18: 1-32) หลังจากความตาย มนุษย์ไม่สามารถเปลี่ยนแปลงตัวเองได้ (ลก. 16: 19-31)

     9.        บาป ไม่ว่าจะเป็นบาปหนักหรือบาปเบา คือ การขาดความรักต่อพระเจ้าและมนุษย์ (มธ. 22: 34-40; ลก. 10: 25-37; ฉธบ. 4: 1-33; 30: 1-20)

  10.        เครื่องหมายของปีศาจ คือ ความจอมปลอม ความจริงไม่เที่ยงแท้ ไสยศาสตร์ (1ซมอ. 28: 3-25; ฉธบ.18: 9-22; 1พกษ. 22: 1-38; อสค. 33:33; CCC. 2110-2141)

  11.        เราสามารถขับไล่ปีศาจ โดยอาศัยการภาวนา การพลีกรรม การสารภาพบาป และพิธีไล่ผี (มก. 5: 1-20; มธ. 8: 28-34; 17: 14-21; CCC. 550; 1237; 1673.

 

 
สถิติ
เปิดเว็บไซต์ 03/09/2010
ปรับปรุง 26/08/2014
ผู้เข้าชมทั้งหมด 36,830
ผู้เข้าชมวันนี้ 9
หน้าเข้าชม 264,901
แลกลิงค์
เกี่ยวกับเรา

ประมวลภาพกิจกรรม ปี 2011-2012

ดูได้จากเมนู กิจกรรมของวัด

ตั้งแต่ปี 2013

ดูได้จาก Facebook Catholic Church in Phuket

ฟังคลิปเสียงและDownload

วิธีการรำพึงภาวนาสมาธิแบบคริสตชน

จาก เมนู วิธีรำพึงภาวนา

 


หน้าแรก | ประวัติของวัด | กิจกรรมของวัด | ระบบสืบค้นพระวรสาร | ติดต่อเรา | เกี่ยวกับเรา